ปฎิทินกิจกรรม

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงการส่งเสริมการประสานงานความร่วมมือด้านการยุติธรรม

๑. หลักการและเหตุผล
ด้วยแผนยุทธศาสตร์ยุติธรรม พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๖ได้กำหนดให้การประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมในเป็นกลยุทธ์หนึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการศาลและการยุติธรรมทั้งในและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการต่างๆของศาลยุติธรรมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือและมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อขับเคลื่อนงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลและเนื่องจากปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์และความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นอย่างมาก
ประธานศาลฎีกาจึงได้ออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อให้ศาลต่างๆ
ได้ดำเนินการคดีแพ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันและด้วยเหตุที่การดำเนินการในคดีสิ่งแวดล้อมของศาลจะต้องมีหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อาทิ อัยการ ตำรวจ ทนายความบังคับคดีราชทัณฑ์ คุมประพฤติรวมทั้งผู้ประนีประนอมของศาลเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะการทำงานที่ประสานสอดคล้องกัน
ศาลแขวงพระนครเหนือจึงจัดทำโครงการส่งเสริมการประสานงานความร่วมมือด้าน การยุติธรรมของหน่วยงานในกระบวนยุติธรรม
โดยมีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวได้มีความรู้ ความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับคดีสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันซึ่งมีกิจกรรมสำคัญของโครงการ คือการอบรมความรู้กฎหมายในเรื่อง “วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาล”
และการอบรมความรู้เรื่อง “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพสิ่งแวดล้อมและวิธีการแก้ไข : กรณีศึกษาในประเทศไทยและต่างประเทศ”

๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้มีความรู้ความเข้าใจร่วมกันในวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการคดีสิ่งแวดล้อมในศาล
๒.๒ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้รับรู้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดกับสภาพสิ่งแวดล้อมรวมถึงได้รับทราบแนวทางแก้ไขอันเป็นการกระตุ้นเตือนให้เกิดจิตสำนึกของการปกป้องและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของชาติ
๒.๓ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้อันเป็นแนวทางให้เกิดการประสานความร่วมกันต่อไป

๓. แนวทางการดำเนินงาน
จัดอบรมความรู้ให้แก่ผู้แทนหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมในเขตอำนาจศาลแขวง พระนครเหนือ
โดยการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานศาลยุติธรรม หน่วยงานราชการภายนอก และภาคเอกชน
จำนวน ๒ หัวข้อได้แก่
๓.๑ หัวข้อ “วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาล”
๓.๒ หัวข้อ “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพสิ่งแวดล้อมและวิธีแก้ไข :กรณีศึกษาในประเทศไทยและต่างประเทศ”

๔. ผู้เข้าร่วมโครงการ
ประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือ
ผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ
ผู้แทนหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมในเขตอำนาจศาลฯ ได้แก่
อัยการ ตำรวจ ทนายความ บังคับคดี ราชทัณฑ์ คุมประพฤติรวมประมาณ ๖๐ คน

๕. สถานที่ดำเนินการ
จัดการอบรม ณ ห้องแกรนด์รัชดาโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

๖. ระยะเวลาดำเนินการ
จัดการอบรมในวันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

๗. งบประมาณ
งบประมาณจากสำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน ๓๙,๖๐๐ บาท

๘. การประเมินผล
สังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมสัมมนา เช่น ความสนใจความกระตือรือร้นในการสอบถามข้อมูล

๙. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๙.๑ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้มีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับคดีสิ่งแวดล้อมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทำให้ไม่เกิดข้อขัดข้องในการประสานความร่วมมือหรือการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่
๙.๒ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้รับรู้ร่วมกันตระหนักถึงปัญหาและเกิดจิตสำนึกในการปกป้องรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

๑๐. ผู้รับผิดชอบโครงการ
ศาลแขวงพระนครเหนือ


ผู้เสนอโครงการ

(นายศักดิ์ชัย ประจง)

เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมชำนาญการพิเศษ


ผู้เห็นชอบโครงการ

(นายประยุทธ ศิริล้น)

ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงพระนครเหนือ


ผู้อนุมัติโครงการ

(นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล)

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ

กำหนดการอบรมโครงการส่งเสริมการประสานงานความร่วมมือด้านการยุติธรรม ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

วันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔
ณ ห้องแกรนด์รัชดา (ชั้น ๕) อาคารธารทิพย์
โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ

เวลา ๐๘.๐๐ น.- ลงทะเบียน รับเอกสาร
เวลา ๐๘.๔๕ น.- พิธีเปิดโครงการ
- นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ กล่าวรายงาน
- นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ ประธานในพิธี กล่าวเปิดโครงการ
เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๓๐ น. - บรรยายความรู้ หัวข้อ “วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาล”
โดยนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนัก
ประธานศาลฎีกา และนายประพจน์ คล้ายสุบรรณ ตุลาการศาล
เวลา ๑๐.๓๐-๑๐.๔๕ น. - พักรับประทานอาหารว่าง
เวลา ๑๐.๔๕-๑๒.๐๐ น. - บรรยาย (ต่อ)
เวลา ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. - พักรับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๓.๐๐-๑๔.๓๐ น. - บรรยายความรู้หัวข้อ “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพสิ่งแวดล้อม
โดย ดร.พลาเดช เฉลยกิตติ เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย
เวลา ๑๔.๓๐-๑๔.๔๕ น.- พักรับประทานอาหารว่าง
เวลา ๑๔.๔๕-๑๖.๐๐ น.- ตอบปัญหาข้อซักถาม


หมายเหตุ - กำหนดการนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
- แต่งกายสุภาพ

ขอน้อมส่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สู่สวรรค์คาลัย


ขอน้อมส่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สู่สวรรค์คาลัย

ขอพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรค์คาลั​ย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้า​พุทธเจ้า
คณะกรรมการผู้ประนีประนอม
ศาลแขวงพระนครเหนือ




สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง ก่อนที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคตในอีกหนึ่งวันต่อมา

พระนาม เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระนามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำนำหน้าพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออกคำนำหน้าพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ และคำนำหน้าพระนามนี้ยังใช้จนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นพระกุลเชษฐ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ในปัจจุบัน
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นเครือญาติของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา


สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
สิ้นพระชนม์ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16.37 น.
ด้วยพระอาการติดเชื้อในพระกระแสโลหิต ณ ตึก 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช
สิริรวมพระชนมายุ 85 พรรษา



พระประวัติ

การเตรียมรับพระประสูติการ

เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า เจ้าจอมสุวัทนาจะมี
พระประสูติการพระหน่อในอนาคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวมีพระราชหฤทัยโสมนัสเป็นอย่างยิ่งทรงเตรียมการรับ
พระประสูติการเป็นอเนกปริยายเริ่มด้วยทรงปรับปรุงพระราชนิพนธ์
ละครรำ เรื่อง พระเกียรติรถ ตอนที่ ๑ ให้เป็นละคร ดึกดำบรรพ์ เพื่อ
จะได้ทรงจัดแสดงในพระราชพิธีสมโภชเดือนของพระหน่อในกาล
ต่อไป ในบทละครเรื่องนี้ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทขับกล่อมพระบรรทมพระราชกุมารตาม
ท้องเรื่องเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๖๘ โดยกำหนด

เพลงสำหรับขับลำ คือ ทำนองปลาทอง ความว่า


“พระเอยพระหน่อนาถ งามพิลาศดังดวงมณีใส
พระเสด็จจากฟ้าสุราลัย มาเพื่อให้ฝูงชนกมลปรีดิ์

ดอกเอยดอกจัมปา หอมชื่นจิตติดนาสา
ยิ่งดมยิ่งพาให้ดมเอย

หอมพระเดชทรงยศโอรสราช แผ่เผยผงาดในแดนไกล
พึ่งเดชพระหน่อไท เป็นสุขสมใจไม่วางวาย
รูปลม้ายคล้ายพระบิตุราช ผิวผุดผาดเพียงชนนีศรี
ขอพระจงทรงคุณวิบุลย์ทวี เพื่อเปนที่ร่มเกล้าข้าเฝ้าเทอญ

ดอกเอยดอกพุทธิชาต หอมเย็นใจใสสอาด
หอมบ่มิขาดสุคนธ์เอย

หอมพระคุณการุญเปนประถม เย็นเกล้าเหมือนร่มโพธิ์ทอง
เหล่าข้าทูลลออง ภักดีสนองพระคุณไท”


ในเดือนตุลาคม ๒๔๖๘ นั้นเอง เนื่องจากเป็นเวลาใกล้จะถึง
กำหนดพระประสูติการแล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวังไปทรงควบคุม
การซ้อมละครสมโภชดังกล่าว ณ จิตรลดาสภาคารพระตำหนัก
จิตรลดารโหฐาน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ้อมวงมโหรี
ก่อนเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม จนกระทั่งวันพุธที่ ๑๑
พฤศจิกายน ๒๔๖๘

อนึ่ง ในวันเสาร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๖๘ มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนา ขึ้นดำรงพระอิสริยยศเป็น
“พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี” เพื่อผดุงพระราชอิสริยยศแห่ง
พระราชกุมาร ที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า ปรากฏความ
โดยละเอียดในประกาศสถาปนาพระอิสริยยศพระนางเจ้าสุวัทนา
พระวรราชเทวี ว่า

“ทรงพระราชดำริว่า เจ้าสุวัทนาได้รับราชการสนอง
พระเดชพระคุณโดยความซื่อสัตย์กตเวทีมีความจงรักภักดี
ในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทเปนที่ไว้วางพระราชหฤทัยสมควร
ที่จะทรงยกย่องให้เปนใหญ่เพื่อผดุงพระราชอิศริยยศแห่ง
พระกุมารที่จะมีพระประสูติกาลในเบื้องหน้า

อนึ่ง เจ้าจอมสุวัทนาก็เปนเชื้อสกุลที่บรรพบุรุษทั้งสอง
ฝ่ายได้รับราชการมีความดีความชอบใน ราชการได้รับ
พระราชทานพระมหากรุณาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมาหลาย
ชั่วคน คือข้างฝ่ายบิดาของเจ้าจอมสุวัทนาเปนเชื้อสายของ
เจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งเคยได้รับราชการเป็นผู้สำเร็จ
ราชการเมืองพระตะบองต่างพระเนตรพระกรรณตั้งแต่
รัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่หนึ่ง
มาจนเมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายมารดาก็เป็นเชื้อสายสกุลลงมาจากเจ้า
พระยาอัครมหาเสนาทางสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา
ประยุรวงศ์ สมเด็จพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยา
สุรวงศ์ไวยวัฒน์ นับว่าเป็นผู้มีสกุลสูงทั้งสองสาย จะทรง
ยกย่องให้เจ้าจอมสุวัทนามีอิศริยยศสูงในตำแหน่งก็สมควร
แล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา
เจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเปนเจ้า มีพระอิศริยยศเปนพระนางเจ้า
สุวัทนา พระวรราชเทวี

จงทรงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณ
สารสมบัติสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลทุกประการ เทอญฯ”

เหตุที่ทรงพระราชดำริสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็นพระนางเจ้า
สุวัทนาพระวรราชเทวีนั้น เนื่องมาจากธรรมเนียมราชตระกูลใน
กรุงสยามที่มีแบบแผนว่าหากเป็นพระหน่อของพระมหากษัตริย์
ย่อมดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จเจ้าฟ้า”แต่ถ้าหากเป็นพระหน่อ
ประสูติแต่พระมารดาที่เป็นสามัญชนแล้ว ย่อมดำรงพระอิสริยยศ
เป็นแต่เพียง “พระองค์เจ้า” เท่านั้น ในกรณีนี้ ย่อมแสดงถึง
พระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยชัดแจ้งว่าทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะให้พระหน่อที่จะมี
พระประสูติการในเวลาอันใกล้ ดำรงพระอิสริยยศเป็น
“สมเด็จเจ้าฟ้า” ตามโบราณราชประเพณี

พระประสูติการ
ในเวลาที่จะมีพระประสูติการนั้น พระนางเจ้าสุวัทนา
พระวรราชเทวีเริ่ม ประชวรพระครรภ์ในเวลา ๒๐.๐๐ น. ของ
วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๖๘

จนกระทั่งวันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ เวลาเช้า คณะ
สักขีซึ่งมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง
และเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก
ประชุมปรึกษากันเห็นพ้องว่าหากเวลาเที่ยงวันแล้วยังไม่มีพระประสูติการ
ก็จะให้แพทย์ใช้เครื่องมือถวายพระประสูติการจวบจนเวลา ๑๒.๐๐ น.
แพทย์ได้เตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้วพระวรสุนทโรสถ (เพี้ยน สิงหชัย)
ใช้เครื่องมือถวายพระประสูติการโดยมีหลวงเชิดบูรณศิริ (เชิด บูรณศิริ)
และหลวงไวทเยศรางกูร (เชื้อ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นผู้ช่วย

ครั้น ณ เวลา ๑๒.๕๒ น. พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มี
พระประสูติการพระราชธิดา ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่มหา
มนเทียร ขณะนั้น ชาวประโคม ประโคมสังข์ แตร ปี่พาทย์ ตาม
ราชประเพณีต่อมาในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพได้เข้าเฝ้าทูล
ละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งในขณะนั้นกำลังอยู่ในพระอาการประชวรที่ค่อนข้างวิกฤต เพื่อ
กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มี
พระประสูติการ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ” เมื่อความทราบฝ่าละออง
ธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดำรัสว่า “ก็ดีเหมือนกัน”

รุ่งขึ้นวันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ เวลากลางวัน คณะแพทย์
ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กราบ
บังคมทูลพระกรุณาว่ามีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระ
ราชธิดาหรือไม่ แต่ในขณะนั้นพระอาการประชวรหนักเกินกว่าจะมี
พระราชดำรัสตอบได้จึ่งได้แต่ทรงพยักพระพักตร์แสดงพระราช
ประสงค์ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ จึงเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
ซึ่งบรรทมบนพระยี่ภู่ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระวิมาน
ในพระที่นั่งจักรพรรดิมาน เมื่อถึงที่เฝ้าแล้ว เจ้าพระยารามราฆพ
เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จากเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ไปเฝ้า
ทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถบนพระแท่น
เมื่อทอดพระเนตรแล้ว ทรงพยายามจะยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัส
พระราชธิดาแต่ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยก
พระหัตถ์ได้เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ของพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นสัมผัสพระราชธิดาเมื่อจะเชิญเสด็จ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกลับก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์
จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้งจึงเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นคำรบที่สอง แล้วเชิญเสด็จสมเด็จ
พระเจ้าลูกเธอกลับออกจากที่เฝ้า

จากนั้น พระอาการประชวรก็ทรุดหนักลงจนพระวิสัญญี จวบจน
คืนวันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ เวลา ๑.๕๕ น. ซึ่งนับเป็นวัน
พฤหัสบดีที่ ๒๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จ
สวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในหมู่พระมหามนเทียร
พระบรมมหาราชวัง

ขอบคุณที่มาบทความ : bejaratana-suvadhana.org

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ศึกษาดูงาน ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ E-court ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯกลาง




เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ หัวหน้าส่วนฯ และหัวหน้างาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์(E-Court) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง โดยมี นายไมตรี สุเทพากุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลางและคณะเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมใหญ่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ภาพการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประนีประนอมประจะศาล

ภาพการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประนีประนอมประจะศาลในสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิภากษาภาค1
วันเสาร์ที่ 23-24 กรกฎาคม 2554 ณ ห้องประชุม1ชั้น7 สถาบันพัฒนาข้าราชการศาลยุติธรรม























วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารจาก.....ประธานผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ

สารจาก.....ประธานผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ
สวัสดีค่ะท่านผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านที่มีจิตอาสามาร่วมกันทำกิจกรรมครั้งแรก โครงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสู่ชุมชนพลับพลา แขวงวังทองหลาง เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมที่ศาลฯและวันที่ ๗ กรกฎาคม ณ สน.วังทองหลาง ร่วมกับท่านหัวหน้าศาลแขวงฯ ท่านจรีรัตน์ ตันติเวชกุล ประธานพิธีและผอ.สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลแขวงฯ คุณชลาลัย ฤทธิรัตน์ พตท. กฤตินาถ ตุลยลักษณ์ รองผกก. มาร่วมงานด้วย วิทยากรผู้บรรยาย เรื่องประโยชน์การไกล่เกลี่ยและประเภทคดีที่ไกล่เกลี่ยได้ คือท่านผู้พิพากษาชุมพล บุษราตระกูล วิทยากรผู้บรรยายเรื่องขั้นตอนการไกล่เกลี่ยคือ ท่านนันทพร กาญจนธวัช (ประธานฝ่ายวิชาการ ) ปิดการอบรมโดย ผู้กำกับสน.วังทองหลาง พตอ.ธวัช วงศ์สง่า พิธีกร ระหว่างการอบรม คือ ท่านวิเชียร เนตรประเสริฐกุล (รองประธานผู้ประนีประนอมฯ ) ท่านประนอมวรรณ กิจศรีโอภาค (ประธานฝ่ายประสานงาน) และท่าน อนงค์นาฏ อ่ำพันธ์ (รองประธานฝ่ายวิชาการ ) ช่างภาพตลอดงาน คือท่านสหัส ศิริเกตุ (รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์) ท่านประมวลพร แย้มบุญชู (ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ) ท่านกาญจนา พลวัน (รองประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ) และคณะกรรมการบริหารจากทุกฝ่ายมากันพร้อมหน้า เป็นพี่เลี้ยงการทำกิจกรรมกลุ่มให้กับชุมชน ท่านต่อศักดิ์ จารึกฐิติ ได้ช่วยจัดซื้อตู้ลำโพงพร้อมไมโครโฟนเพื่อมอบให้ชุมชนฯ ได้ในราคาไม่ถึง ๔,๐๐๐ บาท อาหารว่างอิ่ม อร่อยของครัวการบินไทย จัดหามาโดย ท่านผุสดี รุ่งเรืองผดุง กรรมการฝ่ายกิจการพิเศษ และ น้ำดื่ม จัดหามาโดย ท่านสนธยา อัครวิเนค ประธานฝ่ายการเงิน
วันนั้นมีท่านผู้ประนีประนอมแจ้งความประสงค์ไปร่วมทำกิจกรรม 25ท่าน สำหรับท่านที่ไม่มาในวันนี้เพราะติดภาระกิจ และหลายท่านมีความเห็นพ้องต้องกันว่ากลุ่มของเราทำกิจกรรมก็ต้องมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยเป็นค่าอาหารว่าง เครื่องดื่ม จึงช่วยกันสนับสนุนเงินลงขันคนละ ๑,๐๐๐ บาท เพื่อไว้ใช้ทำงานที่ศาลแขวงฯไม่มีงบประมาณของราชการ
รายงานจากประธานฝ่ายการเงิน ณ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เก็บรวบรวมเงินจากผู้ประนีประนอมได้ ๓๐,๐๐๐ บาท และมีค่าใช้จ่ายในวันที่ ๒๙ มิ.ย และ ๗ มิ.ย รวม ๑๒,๔๙๘ บาท มีเงินคงเหลือยกไป ๑๗,๕๐๒ บาท เงินที่ได้รับจากทุกท่านนำไป เปิดบัญชีกองทุน แยกไว้ต่างหาก คือบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโลตัสรัตนาธิเบศร์ เลขที่บัญชี 402-558491-0 ชื่อบัญชี นางสนธยา อัครวิเนค (ประธานฝ่ายการเงิน) ฝ่ายการเงินจะแจ้งบัญชีรายรับรายจ่ายให้ท่านทราบทุกเดือน ท่านที่ไม่มีโอกาสพบปะกับฝ่ายการเงินสามารถโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวได้และขอสำเนาใบนำฝากพร้อมชื่อที่อยู่เพื่อจัดส่งใบรับเงินให้ท่านต่อไป
“ร่าง”
รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ
ครั้งที่ ๑/ ๒๕๕๔
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมศาลแขวงพระนครเหนือ

ผู้เข้าประชุม
๑ นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา ประธานที่ประชุม
๒ นางเพ็ญศิริ มิตระวิจารณ์ ประธานคณะกรรมการ
๓ นายสมชาย เลิศธานินทร์วณิช ประธานฝ่ายเลขานุการ
๔ นางณชพร ตัณฑสิทธิ์ รองประธานฝ่ายเลขานุการ
๕ นางภัสสกุญช์ สถานนท์ชัย ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์
๖ นายสหัส ศิริเกตุ รอง ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์
๗ นางสนธยา อัครวิเนค ประธานฝ่ายการเงิน
๘ นอ.หญิงพิมพ์บุษบง สัตยาวิจิตร กรรมการฝ่ายวิชาการ
๙ นางศรัณย์ญา หล้าพิรุณภาวรรณ กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ

เริ่มประชุมเวลา ๑๔.๐๐ น.
วาระที่ ๑ เรื่องประธานแจ้งให้ทราบ
๑.๑ คำสั่งต่งตั้งคณะกรรมการบริหารฯ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารผุ้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ ๖๗/ ๒๕๕๔ มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ช่วยแบ่งเบาภาระการบริหารจัดการระหว่างศาลแขวงฯ กับคณะผู้ประนีประนอม โดยการติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับ นโยบาย งานไกล่เกลี่ย และ ภาระกิจที่เกี่ยวข้อง ระหว่างศาลแขวงฯกับ ผู้ประนีประนอม ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
๑.๒ ขอเชิญคณะผู้ประนีประนอมร่วมกิจกรรม ของศาลแขวงฯ เดือนสิงหาคม
๑.๒.๑ นิทรรศการวันรพี ในวันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ จะจัดทำบอร์ดนิทรรศการเนื่องในวันรพี แสดงที่ห้องโถงกลางชั้น๒ ในส่วนของคณะผู้ประนีประนอม จะขอให้จัดแสดง ๑ บอร์ด ( บอร์ดภาพกิจกรรมของคณะผู้ประนีประนอม ดำเนินการโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์)
๑.๒.๒ พิธีทำบุญครบรอบ ๒๕ ปี ศาลแขวงพระนครเหนือ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ. โถงกลางหน้าธุรการชั้น ๒ กำหนดการ ดังนี้
๐๖.๓๐ น. ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์ ๙ รูป
๐๗.๐๐ น.พิธีสงฆ์
๐๙.๐๐ น. พิธีทางศาสนาอิสลาม ณ ห้องไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารร่วมกัน
๑.๒.๓ โครงการร่วมใจไกล่เกลี่ยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ บริเวณห้องโถงกลางหน้าธุรการชั้น ๒ การแต่งกายชุดสูท เสื้อสีชมพู กำหนดการดังนี้
๐๘.๐๐ น. ลงทะเบียน
๐๙.๐๐ น. พิธีเปิดโครงการโดย อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ (นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี)
(จำเลยมาทำสัญญายอม มีของที่ระลึกจาก ยูนิรีเวอร์ 200 ชิ้นแจกให้จำเลย)
๑.๒.๔ โครงการอบรมความรู้เกี่ยวกับคดีสิ่งแวดล้อม วันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔
ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก เวลา๐๙.๐๐ น.-๑๖.๐๐ น. (เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน) ผู้เข้าอบรมประกอบด้วย อัยการ ตำรวจ ทนายความ เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ผู้ประนีประนอม และผู้นำชุมชน ขอเชิญผู้ประนีประนอมทุกท่านเข้าอบรม เพื่อเตรียมการรับงานไกล่เกลี่ยคดีสิ่งแวดล้อมด้วย

วาระที่ ๒ เรื่องเพื่อพิจารณา
๒.๑ การประชาสัมพันธ์ข่าวสารโดยผู้ประนีประนอมผ่านเวบไซส์ ตามที่มีเวบไซส์ของคณะผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงฯ ( www.prpeacemaker.blogspot.com ) ก่อนที่จะลงเรื่องหรือข้อความใดๆในเวบ ขอให้ส่งให้หัวหน้าศาลฯพิจารณาก่อน เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือได้
มติที่ประชุม คณะกรรมการในที่ประชุม รับทราบและนำไปปฏิบัติ
๒.๒ โครงการอบรมความรู้เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง เช่นเรื่องกฎหมายคดีอาญา ลักทรัพย์ ฉ้อโกง หมิ่นประมาท คดีอะไร ที่เข้าสู่ศาลแขวง ระยะเวลาคดีนานแค่ใหน คดีที่คู่ความไม่ให้ความร่วมมือ ฯลฯ เนื่องจากผู้ประนีประนอมมาทำงานที่ศาลแขวงฯก็น่าจะมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวด้วย คาดว่าจะจัดอบรมในเดือนกันยายนนี้
มติที่ประชุม คณะกรรมการในที่ประชุม เห็นชอบ
๒.๓ โครงการอบรมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ท
เพื่อให้คณะผู้ประนีประนอมมีความรู้และใช้อินเตอร์เน็ทสื่อสารได้ รองประธานฝ่ายเลขานุการเสนอขอให้ศาลแขวงฯมีหนังสือถึงสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันส่งผู้ประนีประนอมและเจ้าหน้าที่ศาลฯเข้าอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระยะเวลาอบรมประมาณ ๑ วัน อรมรมรุ่นละประมาณ ๒๐ คน
มติที่ประชุม ประธานที่ประชุมเห็นชอบตามที่รองประธานฝ่ายเลขานุการเสนอ
๒.๔ งานไกล่เกลี่ยวันหยุดราชการ รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ เสนอให้มีการจัดเวรไกล่เกลี่ยในวันเสาร์ ด้วย ประธานที่ประชุมแจ้งว่าปัจจุบันก็มีการจัดไกล่เกลี่ยในวันเสาร์ ไม่ได้
จัดเวรให้ผู้ประนีประนอมเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นวันพักผ่อนกับครอบครัว และนัดวันเสาร์มักจะเป็นการทำสัญญาทำยอม กยศ. หากจะให้นัดคู่วามให้ ในวันที่มีผู้พิพากษามาอยู่เวรวันหยุดก็ได้ คงต้องประมาณเดือนพฤศจิกายนไปแล้ว ต้องรอดูว่าได้รับอนุมัติงบประมาณ ค่าล่วงเวลาของพนักงานศาลฯแล้วหรือไม่ จึงจะจัดเวรวันหยุดให้ผู้ประนีประนอมที่มีความประสงค์จะทำงานได้
มติที่ประชุม คณะกรรมการในที่ประชุมรับทราบ

วาระที่ ๓ เรื่องอื่นๆ
๓.๑ บทความลงในเวบ ประธานที่ประชุมเชิญชวนให้ผู้ประนีประนอมที่มีความสามารถในการเขียนบทความ ลงในเวบ ก็สามารถส่งบทความ ได้ ขอให้หัวหน้าศาลพิจารณาบทความก่อน
๓.๒ เงินกองทุนผู้ประนีประนอมฯ ประธานคณะกรรมการ รายงานประธานที่ประชุมว่า คณะผู้ประนีประนอมหลายท่านได้มีความเห็นร่วมกัน ช่วยสนับสนุนเงินท่านละ ๑,๐๐๐ บาท ไว้ใช้จ่ายในกิจกรรมและงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประนีประนอม และใช้จ่ายในกรณีที่ศาลแขวงฯไม่มีงบประมาณ
๓.๓ เชิญชวนให้ผู้ประนีประนอมมีอีเมลแอดเดรท รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งว่าขณะนี้ ผู้ประนีประนอมแจ้งอีเมลแอดเดรทมาแล้วประมาณ ๒๕ ท่าน ขอเชิญชวนท่านที่ยังไม่แจ้งโปรดแจ้งมาที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย เพื่อสามารถดูข่าวสารการประชาสัมพันธ์ ดูรูปภาพกิจกรรมผู้ประนีประนอม ใน เฟสบุ๊ค ที่จัดทำไว้แล้ว อีเมลแอทเดรทของรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ (นายสหัส ศิริเกตุ) sahat@psb.in.th

ปิดประชุมเวลา ๑๕.๓๐ น.

หมายเหตุ ร่างรายงานการประชุมนี้ ยังไม่ได้รับรองรายงานการประชุม เนื่องจากเพื่อให้คณะผู้ประนีประนอมทุกท่าน รับทราบกำหนดการกิจกรรมเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ศาลฯ ทำกำหนดการออกมาแล้ว และท่านได้เตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนด จึงขอส่งร่างรายงานการประชุมนี้มาเพื่อโปรดทราบในเบื้องต้น ทางอีเมล และทางเอกสารร่างนี้ ก่อน


ด้วยความปรารถนาดีจาก
เพ็ญศิริ มิตระวิจารณ์
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔

ภาพการประชุมคณะกรรมการบริหารผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ

ภาพการประชุมคณะกรรมการบริหารผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงพระนครเหนือ
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2545 เวลา 14.00น. ณ ห้องประชุมศาลแขวงพระนครเหนือ













วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขอเชิญคณะกรรมการและคณะทำงานประชุม

"เรียนท่าน คณะกรรมการบริหารผู้ประนีประนอม ศาลแขวงพระนครเหนือทุกท่าน
ท่านเพ็ญศิริ มิตระวิจารณ์ ประธานคณะกรรมการผู้ประนีประนอม ศาลแขวงพระนครเหนือ
ขอเชิญคณะกรรมการและคณะทำงานประชุมเรื่อง นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และหารือเรื่องทั้วๆไป ณ ห้องประชุมชั้น6 อาคารศาลแขวงพระนครเหนือ ในวันพฤหัสบดี ที่ 21 ก.ค.54 เวลา14.00-1600 น. จึงขอให้ท่านมาประชุมโดยพร้อมเพียงกัน
โปรดยืนยันการมาประชุมที่ฝ่ายประสานงานจะได้จัดเครื่องดื่มและอาหารว่างได้ตามจำนวน "

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

"วันเข้าพรรษา" จะตรงกับวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554




วันเข้าพรรษา
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น

"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า "ปุริมพรรษา"

ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา" เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่

1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้
3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด
4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้


นอกจากนี้หากระหว่างเดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา...

อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง
นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา" ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า – เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป - เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันอาสาฬหบูชา ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dhammathai.org

          ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่งในปี พ.ศ.2554 นี้ วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 15 กรกฎาคม และวันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม 

          ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8

          วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน   โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จน พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่า วันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี
          ทั้งนี้ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัจจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า  "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปล ว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ

          สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ 
    1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลางๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

           การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค

           การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

          ดัง นั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่     
           1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

           2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม

           3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต

           4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต

           5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต

           6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี

           7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด

           8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

    2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่    
           1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด
  
           2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ
  
           3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

           4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น


กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

           พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา
ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบ ตัวสูงขึ้นอย่างนี้...


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
- dhammathai.org
- คลังปัญญาไทย